ไท่ 太แปลว่า ยิ่งใหญ่
จี๋ 極 คือสภาวะที่เข้าถึงสัจธรรม
เฉวียน 拳 คือมวย
รวมความแล้ว 太 極 拳 จึงมีความหมายว่า มวยที่นำพาไปสู่สัจธรรมอันยิ่งใหญ่ หากแต่คำ “นำพาไปสู่สัจธรรมอันยิ่งใหญ่” นั่น ก็แล้วแต่ว่า ใครจะตีความแบบไหน ตามแต่ความเชื่อความศรัทธาของตน แต่สิ่งที่จะบอกเล่า ก็คงเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักถามกันเสมอ ว่า ฝึกไท่จี๋ แล้วได้อะไร ความคุ้นเคยของผู้คนส่วนใหญ่อีกเหมือนกันก็คือ ภาพของอาแปะ อาม่า รำมวยกันตามสวนสาธารณะ แหล่งใหญ่ที่สุดก็คงเป็นสวนลุมพินี กลางเมืองบางกอก จะมีอีกหลายแห่งหลายชมรม ตามต่างจังหวัด ที่มีคนเชื้อสายจีนมาก ๆ อย่างนครสวรรค์ เป็นต้น นั่นเอง หลายคนจึงบอกว่า ไท่จี๋ คือการออกกำลังกายของคนแก่
กาย
หากจะตีความว่า ไท่จี๋ คือการออกกำลังกาย ก็ตอบว่า ใช่ ได้เหมือนกัน เพราะนั่นคือ ผล แรก ที่จะได้รับจากการฝึกฝน ย้อนกลับมาที่การออกกำลังกายกันอีกครั้ง ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดก่อนว่า การงานในชีวิตประจำวัน การตัดหญ้า การเดินไปไร่ไปนา ที่คนเมืองสายโรแมนติกชอบพูดถึงกันอย่างชื่นชม หรือการงานใดก็ตาม นั่นไม่ใช่การออกกำลังกาย แต่การออกกำลังกาย คือการเคลื่อนไหวร่างกายที่เหมาะแก่การให้ร่างกายรู้ และการที่จะให้ร่างกายรู้ ว่านั่นคือการออกกำลังกาย ก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องเป็นเวลาที่ยาวนานพอที่ร่างกายจะแปรผลนั้นไปเป็นพลังชีวิตได้
ในทางชีวะวิทยา ร่างกาย คือระบบการจัดการที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่ก็ใช่ว่า เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบร่างกายตัวเองไม่ได้ อันที่จริง เราก็เข้าไปบัญชาการอะไรไม่ได้หรอก แต่เราก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับบางแง่บางมุมได้ นั่นเป็นสภาวะของเรากับระบบชีวิต ระบบร่างกาย
เมื่อเราเริ่มฝึกฝน ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เนิ่นนาน ร่างกายของเราจะเริ่มประมวลผล เช่น การเคลื่อนไหวส่วนนี้ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ย่อมทำให้ส่วนนี้ของร่างกายแข็งแรง มีพลัง ส่วนนั้นเกื้อหนุนส่วนนั้น ส่วนนี้เกื้อหนุนส่วนนี้ ต่อเนื่อง เนิ่นนาน เมื่อถึงวาระที่เหมาะสม ร่างกายก็แปรการบ่มเพาะนั้น หนุนนำการแปรเปลี่ยนของร่างกาย บางคนใช้เวลา สามเดือน หกเดือน บางคนใช้เวลาหนึ่งปี สองปี ว่ากันไปตามแต่วิถีการปฏิบัติของใคร สำหรับตัวผมเอง นับจากวันที่เริ่มฝึกฝน ไปจนเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างน่าตื่นตลึง ก็ล่วงเลยวันเวลาไปถึงปีครึ่ง
สิ่งที่เป็นรูปธรรมมาก ๆ ของการเปลี่ยนแปลง คือ เราจะเริ่มรู้สึกว่า โครงสร้างร่างกายเราเปลี่ยนไป จากที่ แขนขาของเราปกติ ไม่ได้มีกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อก็โผล่ขึ้นมา เรี่ยวแรง เพิ่มมากขึ้น อาการเจ็บป่วยที่เคยเป็นอยู่ประจำ ก็ดูเหมือนจะหาย ๆ ไป ผมเอง ตั้งแต่เด็ก จนโต จะป่วยง่าย หน้าหนาวจะเป็นช่วงเวลาของการ ไอ แบบมาราธอน แต่อาการเหล่านี้ก็หายไป เหมือนร่างกายมีภูมิต้านทานมากขึ้น แต่บางอย่างที่ไม่เคยเป็น ก็จะเป็นบ่อยขึ้น เช่น ปรกติ ผมเป็นคนไม่ค่อยมีเรื่องท้องเสีย เมื่อก่อนเขาว่า เป็นคนธาตุแข็ง แต่ความเป็นจริงในทางสุขภาพก็คือ ร่างกายเราอ่อนแอเกินกว่าจะขับพิษออกจากร่างกายได้ เคยมีครั้งหนึ่ง เมื่อคราวยังเป็นเณรน้อยวัดป่า คนทั้งวัดท้องเสีย เราไม่เป็นอะไรเลย หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายมาแล้ว ท้องเสียง่ายมาก กินอะไรที่ไม่ปรกติ ก็มีอาการท้องเสีย แต่เพียงขับถ่ายไม่กี่ครั้ง ร่างกายก็กลับมาเป็นปรกติ
ว่าให้ง่ายขึ้นก็คือ การฝึกฝน ทำให้ร่างกายของเรามีความสามารถมากขึ้น ในการเยียวยาตัวเอง นี่คือ เป้าหมายที่แท้ของการออกกำลังกาย มันไม่ใช่ออกกำลังกายแล้ว ร่างกายแข็งแรงเลย ไม่เจ็บไม่ป่วย แต่ความจริงก็คือ การออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง มีพลัง มีความสามารถที่จะเยียวยา ฟื้นฟูตัวเอง นั่นเอง
ร่างกายที่ดีเป็นอย่างไรเล่า ร่างกายที่ดี ไม่ใช่ร่างกายที่ไม่เจ็บป่วย หรือไม่แก่เฒ่า แต่ร่างกายที่ดีคือร่างกายที่เจ็บป่วยตามภาวะของร่างกาย ที่ผสานสอดคล้องกับภาวะทางสิ่งแวดล้อม กับโลก กับจักรวาล และรักษาสภาพที่ให้ดำรงอยู่ได้ตามเหตุปัจจัยที่เหมาะควร ร่างกายที่ดี คือร่างกายที่แปรเปลี่ยนตัวเองไปตามกาลเวลา ตามอายุขัย เมื่อแก่เฒ่า ผิวหนังเหี่ยวย่น สายตาฝ้า ฟาง ผมเผ้าหงอกขาว นั่นเป็นสภาวะตามธรรมชาติ
ว่าโดยรวมก็คือ ร่างกาย เป็นผลแรก ที่จะเห็นจากการฝึกฝน สุขภาพ จะเป็นผลแรก ที่จะได้รับจากการฝึกไท่จี๋ ไม่ว่า เราจะคาดหวังสิ่งนี้ หรือสิ่งที่ใหญ่กว่านี้ ในการฝึกฝน แต่เราจะได้รับสิ่งนี้เป็นสิ่งแรก อย่างนี้ก็วินิจฉัยได้ง่าย ว่า ถ้าเราฝึกฝนแล้ว สุขภาวะไม่มีอะไรเปลี่ยน ก็วินิจฉัยได้สองทางคือ ทำผิด หรือทำยังไม่มากพอ แต่หากเราฝึกฝนถูกต้อง และมากพอ สุขภาวะที่ดี ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน
ไท่จี๋เฉวียน ก็ยังเป็นศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นเอง เมื่อฝึกฝนนานพอ เราจะเข้าใจ เรื่องของหมัดมวย เรื่องการต่อสู้ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราคงไม่ได้ใช้มันจริง ๆ หรือถ้าต้องใช้เราก็จะรู้วิธีใช้ แต่ไม่ใช่ว่า ความเข้าใจนั้นจะพาเราไปสู่ชัยชนะในทุกสนามประลอง ในการต่อสู้นั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราฝึก เราเรียนอะไรมา แต่มันขึ้นอยู่กับคน แต่การฝึกมวยไท่จี๋ เพื่อมุ่งหวังจะเป็นยอดฝีมือวิชาบู๊ นั่นก็ไม่ได้ถูกต้องนัก เคล็ดความสำคัญอันหนึ่งที่อยากกล่าวเอาไว้ก็คือ ศิลปะการต่อสู้แบบโบราณ (เข้าใจว่า)ทุกศาสตร์ ทุกแขนง ทุกวิชา ล้วนมุ่งไปที่การขัดเกลาตัวเองเป็นสำคัญ หาได้เอาไว้ขัดเกลาผู้อื่นไม่ ต่อเมื่อเราขัดเกลาตัวเองจนถึงพร้อมแล้ว เราย่อมจะใช้ผลของการเรียนรู้ขัดเกลาตนนั้น เกื้อหนุนผู้อื่น นั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ
จิต
เมื่อกายเริ่มมั่นคงแล้ว มีพลังแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของจิต อันนี้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง เล่าเอาไว้ในที่นี้พอเป็นกรณีตัวอย่าง ตัวผม เป็นคนเบอร์สี่ ในศาสตร์นพลักษณ์ ใคร ๆ ก็ว่า คนเบอร์สี่(อาจจะไม่ใช่ทุกคน)พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง มันเหมือนคนแบบนี้ มีภาษาเป็นของตัวเอง ความมีระเบียบแบบแผนของกาย ส่งผลต่อระเบียบแบบแผนของระบบความคิด การจัดเรียงข้อมูล อย่างที่บอก นั่นเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะอยู่ ๆ ผมก็พูดจารู้เรื่อง
สิ่งสำคัญ ประการหนึ่ง เมื่อเราฝึกฝนถูกต้อง เราจะกล้าเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง ทั้งทุกข์ ทั้งสุข ทั้งปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต เราจะเริ่มมองเห็นมันเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ที่เราอยู่กับมัน เรียนรู้ เฝ้ามอง และแก้ไขมัน นั่นรวมถึง ท่าทีที่เราจะจัดวางตัวเอง เมื่อเผชิญสิ่งเหล่านั้น อย่างมีความหมาย อันนี้ก็ไม่ได้แปลว่า เรากลายเป็นยอดมนุษย์ ที่จะจัดการปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่เราจะเข้าใจ และมีท่าที ทัศนคติ ที่ดี ต่อสภาวะทั้งปวงนั้น
ในช่วงเวลาของพลังงาน ที่ต่อเนื่องมาจากการบ่มเพาะกาย จึงเข้าสู่ภาวะของการบ่มเพาะกายและจิต ควบคู่ต่อเนื่องกันไป ทั้งสองส่วนก่อประกอบกันอย่างมีพลัง ในช่วงนี้ เราจะเริ่มมองเห็น เราจะเริ่มได้ยิน สิ่งที่ร่างกายของเราต้องการ เราจะมองเห็นว่า ในแต่ละขณะการกำเนินชีวิต ร่างกายต้องการให้เราทำอะไร บางคนอาจจะเริ่มรู้สึกว่า ที่เราบอกว่า เราชอบสิ่งใด เช่นชอบสีนั้น ไม่ชอบสีนี้ ชอบอาหารแบบนั้น ไม่ชอบแบบนี้ หรืออื่นใดก็ตาม เราจะเป็นอิสระขึ้น เราเริ่มรู้ว่า ร่างกายต้องการอะไร และเราควรจะเกื้อหนุนร่างกายนั้นแบบไหน เราจะหลุดจากการผูกมัดด้วยความคิดของตัวเอง ไปสู่พื้นที่ของเสรีภาพเล็ก ๆ ของการจัดการตัวเอง อันนี้ว่าไปก็เหมือนโม้นะ
ว่ากันว่า เหมือนการชำระล้าง ทำความสะอาด ระหว่างนั้น สิ่งสกปรกทั้งหลายอาจจะทะลักออกมา อันนี้ก็คงบอกกันไว้ก่อนว่า นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าดูมัน บางคนอาจจะเกิดความกร่าง ว่าตนนั้นมีทั้งวิชาฝีมือทางบู๊ และร่างกายที่มีพลัง อย่างนั้นเราย่อมเหนือกว่าคนอื่น อย่างนี้เป็นต้น ในภาวะนั้น นอกจากเราจะไม่เกื้อหนุน เราจะกลายเป็นคนกดขี่คนอื่นโดยไม่รู้ตัว
หรือคนอื่น ๆ ก็อาจจะมีภาวะ ที่อาจเรียกรวมกันว่า ถือดี แตกต่างกันออกไป ถ้าไม่รู้ตัวเลย แล้วไม่ได้ฝึกฝนต่อเนื่อง ก็ต้องระวังว่า ภาวะนั้นจะกลายเป็นสันดานที่ติดตัวไป แต่ถ้า แม้ยังไม่รู้ตัว แต่ยังฝึกฝนตนเองอย่างมีวินัยสม่ำเสมอ เราย่อมรู้ตัว และหัวเราะตัวเองกับสภาวะนั้นได้ และละจากภาวะนั้นได้
เรื่อง การฝึกฝนต่อเนื่อง เป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะเผชิญกับภาวะใด ความเข้าใจ ทีละอย่าง แต่ละอย่าง หรือความกร่าง ความถือดี ติดดี หากเรามองสิ่งเหล่านั้นว่า เป็นเพียงสภาวะ แล้วเราก็ฝึกฝนต่อไป อย่างสม่ำเสมอ มีวินัย เราจะเข้าใจภาวะเหล่านั้น ว่า มันยังไม่มีอะไรยั่งยืน มั่งคง มันเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝน เพียงไม่หลง ผยองลำพองกับสิ่งที่รู้ และไม่รังเกียจความเลวร้ายของตัวเองที่ปรากฏขึ้น นั่นก็ถือว่า เรายังอยู่ในหนทาง
ปัญญา
ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดลงไป ก็คงยากอยู่พอสมควร ลองยกตัวอย่าง อย่างนี้ก็แล้วกันว่า คนมากมายรู้ มีข้อมูลมากมาย เช่นในโลกปัจจุบัน มีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า นำตาล คือผู้ร้ายที่สุดในครัวของเรา ในแต่ละปี คนทั่วโลก ที่ตาย เพราะโรคภัยที่มีต้นเหตุมาจากน้ำตาล ปีละ สามล้านคน แต่ทั่วโลก ก็ยังกินน้ำตาลกันในปริมาณมาก
เรามีความรู้ มีข้อมูลเรื่องสภาพการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศโลก แต่เราก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือ การบ่นมากขึ้น ในฤดูร้อน คนสูบบุหรี่ หรือสิ่งเสพติดอื่น ทุกคนรู้ว่า มันอันตรายต่อร่างกาย คนส่วนใหญ่ อยากเลิก แต่เลิกไม่ได้
รวมความแล้วจะบอกว่า ความรู้ เป็นแต่เพียงข้อมูลเท่านั้น เราจะทำอะไรได้ หรือไม่ได้ เราจะเปลี่ยนแปลงได้ หรือไม่ได้ มันไม่ได้เป็นเพราะความรู้ แต่ทุกการแปรเปลี่ยนของเรามันจะเกิดขึ้นจาก ปัญญา เมื่อเราสามารถแปรค่าความรู้ให้เป็นปัญญาได้ เมื่อนั้นแหละที่ ชีวิตเรา จะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
แทรกตรงนี้สักหน่อยว่า ปัญญา ก็มีอยู่คู่ขนาน ในโลกสองมิติ คือหนึ่งมิติโลกียะ คือปัญญาในทางวิถีชีวิตทั่วไป อีกหนึ่งคือ ปัญญาในมิติของโลกุตระ คือส่วนที่จะนำพาเราไปสู่การตื่นรู้ได้ และชีวิตที่มีพลัง ร่างกาย จิต ที่ถูกบ่มเพาะอย่างถึงพร้อม เราอยากไปถึงขั้นไหน เราก็ย่อมไปได้ทั้งนั้น
สามสิ่งสิ่งที่ว่ามา กาย จิต ปัญญา นี่คือผล ที่จะต้องเกิดขึ้นจากเหตุ คือการฝึก ณ ที่นี้ เราว่ากันถึง ไท่จี๋เฉวียน การดูแลเหตุให้ถึงพร้อม คือฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝน ผลย่อมปรากฏขึ้น ไม่ว่าเราจะปรารถนามันหรือไม่ก็ตาม และเราต้องการแค่ไหน เราก็ใคร่ครวญในส่วนนั้น ถ้าเราต้องการแค่สุขภาพ ก็เฝ้าดูมิติทางสุขภาพไป ฝึกฝนเบา ๆ ประคอง ต่อเนื่อง ถ้าต้องการเป็นยอดฝีมือวิชาบู๊ ก็ต้องฝึกฝนหนักหน่วงไปอีกทาง ฝึกหนักไปอีกแบบหนึ่ง เพื่อมุ่งไปที่บู๊ นั่นก็เป็นไปได้ แต่หากปรารถนา ความสมดุลของชีวิต ก็ต้องว่าไปถึง ผล สามส่วนที่ว่ามานี้
เรื่องหนึ่งที่บอกผู้คนอยู่เสมอ ทั้งคนที่สนใจในไท่จี๋ หรือผู้ที่ไม่สนใจ ว่า คนเรา ควรมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อเป็นหนทางของการฝึกฝนของตัวเอง สองสิ่งที่ควบคู่กันไป ของการเติบโตของชีวิต คือ เรียนรู้ กับฝึกฝน ถ้าเอาแต่เรียนรู้ ก็จะกลายเป็นคนแบบที่โบราณบอกว่า ตู้คัมภีร์ ชีวิตมีแต่ข้อมูล แต่ขัดเกลาตนเองไม่ได้ ส่วนคนที่มีแต่ฝึกฝน ก็ทำไปอย่างไร้ทิศหลงทาง คิดเองเออเอง ดังนั้น การเรียนรู้ และฝึกฝน มันจึงเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันไป ให้สองสิ่งผสานสอดคล้อง
ทีนี้ เรียนรู้อะไร คำตอบก็คือ ทุกเรื่องนั่นแหละ เรียนไว้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย ส่วนการฝึกฝนนั้น เห็นควรว่า ไม่ต้องมากอย่าง อาจจะอย่างเดียวก็พอ เช่น ไท่จี๋ โยคะ เดิน วิ่ง หรืออะไรอื่น ที่ถนัด ที่สามารถ ที่พอใจ หรือที่ถูกจริตตน ที่สามารถบ่มเพาะพลังชีวิต และแปรเปลี่ยนความรู้ที่มีอยู่นั้นให้สามารถนำมาใช้จริงด้วยปัญญา เพื่อการเติบโต งอกงามของชีวิต
ว่ากันตรงไปตรงมา ไท่จี๋เป็นเรื่องยาก การฝึกฝนจริงจังเป็นเรื่องไม่ตื่นตาตื่นใจ ไม่เหมือนศิลปะการต่อสู้แขนงอื่น ที่มีเตะต่อย แอคชั่นสนุก ๆ แต่ไท่จี๋ต้องอาศัยวินัย ความพากเพียร กว่าจะสัมผัสได้ถึงผลที่พอใจ ผมจึงพูดเสมอว่า ในชีวิตของเรา ต้องมีอย่างน้อยสิ่งหนึ่ง ที่เป็นเครื่องมือของการ ฝึกฝน ว่ามานี้ ไม่ได้บอกว่า ไปเรียนอย่างอื่นเถอะนะ ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะหากเราเรียนรู้ และฝึกฝน ไท่จี๋ สำเร็จ โลกและชีวิตของเราจะงดงาม เกินกว่าที่เราจะคาดถึง